วงการสีต้องสะเทือน

  • 0
น้ำยาเคลือบแก้ว

วงการสีต้องสะเทือน

นวัตกรรมใหม่ ของการปกป้อง!!!

น้ำยาเคลือบแก้ว

สีที่มีความแข็งมากที่สุด ป้องกันได้แม้กระทั้งกระสุน ถ้ามาเมืองไทยคงขายดีแน่ๆ Admin อยู่ระหว่างสอบถาม


  • 0
เคลือบแก้วสุพรรณบุรี

  • 0
สอนเคลือบแก้ว

  • 0
สอนเคลือบแก้ว

เกียร์ออโต้ ขับอย่างไรให้ทนทาน

ภาพประกอบจาก : auto.sanook.com

         แม้เกียร์อัตโนมัติจะมีคุณสมบัติต่างๆที่ดีขึ้น แต่แง่หนึ่งที่หลาย คนไม่เคยปฏิเสธได้คือ มันมีความทนทานน้อยกว่าระบบเกียร์ธรรมดา ซึ่งส่วนหนึ่งก็มาจากอายุการใช้งาน แต่ในอีกด้านการไม่เข้าใจ และขับขี่ไม่ถูกต้อง ก็เป็นต้นตอสำคัญที่ทำให้ ระบบเกียร์เสียชีวิตก่อนวัยอันควร และนั่นหมายถึง คุณมีสิทธิ์ที่จะเจอค่าซ่อมมากโขอยู่เช่นกัน แต่ทั้งหมด สามารถหลีกเลี่ยงได้ ถ้าคุณรู้จักวิธีการที่ทำให้มันทนทาน

         1.จำไว้เสมอเบรกก่อนเปลี่ยน หลายคน มักไม่ทราบว่าเกียร์อัตโนมัติควรจะทำการเหยียบเบรกก่อนเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์ โดยเฉพาะ จากตำแหน่งหยุดนิ่งสู่ตำแหน่งขับเคลื่อน ซึ่งการเหยียบเบรกนั้นจะช่วยให้ ระบบส่งกำลัง ไม่เกิดการกระชาก และการไม่กระชากก็หมายความถึงการที่ระบบเกียร์ทำงานอย่างลื่นไหล ซึ่งเป็นสิ่งที่เกี่ยวโยงกันโดยตรงต่อการการสึกหรอของระบบเกียร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน ระบบเกียร์ใหม่ๆ อย่าง CVT ซึ่งมีความเปราะบางทางด้านกลไกพอสมควร

         2.ขับสมูท ลดกระชาก ทุกวันนี้คน จำนวนมากเข้าใจผิดเกี่ยวกับระบบเกียร์อัตโนมัติ สูงมาก โดยเฉพาะ การใช้วิธีคิกดาวน์ แทบทุกครั้งที่ต้องการเร่งแซงหรือเมื่อต้องการกำลัง การคิกดาวน์ อาจจะเป็นโปรแกรมหนึ่ง ที่ทำหน้าที่ในการลดตำแหน่งเพื่อให้ได้อัตราเร่งที่ตอบสนองได้เร็วขึ้น ซึ่งอาจจะไม่ได้หมายถึงการสึกหรอโดยตรง แต่เมื่อคุณใช้มันบ่อย และการทำให้เกียร์มีรอบขับเคลื่อนสูง อยู่ตลอดเวลาก็จะมีความร้อนสะสมในน้ำมันเกียร์ ซึ่งทำให้น้ำมันเสื่อมสภาพเร็ว และหมายถึง เกียร์จะเสื่อมสภาพตามนั่นเอง

         3.มองตำแหน่งอื่นๆ ทุกวันนี้ระบบเกียร์ ไม่ได้มีแค่ P R N D เท่านั้น แต่บางครั้ง ยังมีออพชั่นต่างๆมาให้ ซึ่งออพชั่นต่างๆที่ออกมาสนองความต้องการนี้ ส่วนหนึ่งก็เพื่อยืดอายุการใช้งานด้วย ลองหัดใช้พวกมันดูบ้าง เช่น S อาจจะเป็นโหมดสปอร์ต แต่สามารถประยุกเพื่อใช้ขับทางชันโดย ที่รอบเครื่องยนต์ไม่สูงเกินไปนัก

         4. เหยียบเบรก ค้าง D เสียมากกว่าดี ทุกวันนี้คนขับรถเกียร์อัตโนมัติ ส่วนใหญ่มองว่าการขับขี่เกียร์อัตโนมัติขับๆเบรกๆ ง่ายๆ สบายนี้ ทำให้หลายคนติดกับการใช้เบรก แม้รถจะติดต่อเนื่องเป็นเวลานาน ก็จะคงตำแหน่ง ที่เกียร์ D ไว้แล้วเหยียบเบรกเอาไว้เพื่อ พร้อมใช้งานเมื่อรถเคลื่อนตัว

         ความจริงแล้วการทำดังกล่าวไม่ผิด แต่จะมีผลเสียในระยะยาว มากกว่า ต่อชิ้นส่วน โดยเฉพาะ ชุด torque Converter ซึ่งทำหน้าที่รับกำลังจากเครื่องยนต์โดยตรง โดยด้านหนึ่งติดกับเครื่องยนต์ อีกด้านติดกับชุดเกียร์ ซึ่งการที่เราเบรก คือ การที่เราหยุดรถไม่ให้เคลื่อนไปข้างหน้า แต่ในชุดเกียร์นั้นยังคงทำงาน และ จะมีแรงสะสมมาก ด้วยแรงดันน้ำมันที่หมุนวนตลอดเวลา ซึ่งหมายถึงความร้อนที่มากขึ้นด้วย ดังนั้น ทางที่ดี ควรจะปลดกับมาสู่เกียร์ N เพื่อลดภาระนั้น โดยเฉพาะเมื่อรถติดนานกว่า 2 นาทีขึ้นไป

         5.ถอยหลังแล้วเดินหน้า อย่าทำ ทุก วันนี้อารมณ์สปอร์ต มักเข้าสิงห์หลายๆคน โดยเฉพาะการขับขี่ถอยหลัง ที่บางครั้งการเร่งรีบทำให้เราลืมหยุดสนิทแล้วปลดเกียร์เพื่อเดินหน้า แต่ใช้วิธีลัดโดยถอยหลังแล้วเดินหน้า เลยทันที การทำเช่นนั้น ไม่เคยมีผลดีต่อระบบเกียร์เลย เพราะ แรงที่หมุนสวนทางกันอย่างรุนแรง จะเป็นอันตรายร้ายแรงต่อชุดเฟือง สายพาน และ ลูกปืนต่างๆ และทำให้มีอายุสั้น ลง ดังนั้น สิ่งที่สำคัญคือการทำอะไรตามขั้นตอนอย่าลัด เพราะ มันอาจจะสร้างความเสียหายได้มากกว่าที่คุณคิดเสียอีก

         ระบบเกียร์อัตโนมัติ แม้จะมีการขับขี่ที่ดี ง่าย แต่อย่าลืมว่าการ ใช้งานพวกมันอย่างถูกต้อง ก็เป็นเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กันในการยืดอายุการใช้งานของมัน รวมถึงการดูแลรักษาที่ต้องหมั่นจัดการเมื่อถึงเวลา ซึ่งจะช่วยให้เกียร์นั่นยู่กับคุณไปอีกยาว นาน

ขอบคุณข้อมูลจาก : auto.sanook.com


  • 0
สอนเคลือบแก้ว

ชนิดของสีพ่นรถยนต์

ในหลายๆครั้งที่ได้แนะนำเทคนิคการซ่อมแซมภายนอกรถยนต์ไปแล้วบ้าง ซึ่งหลายๆบาดแผลนั้นก็ต้องการการปกปิดร่องรอยโดยสีรถยนต์นั้นก็ต้องมีเอี่ยวอยู่เสมอ แต่บางครั้งเพื่อนๆอาจไม่ทราบกันว่าสีรถยนต์จริงๆนั้นมีกี่ประเภท และเวลาเลือกใช้ให้ถูกนั้นทำยังไง สีไหนทนทานกว่ากัน

 

มาทางนี้เลยครับมีคำตอบรออยู่แล้วครับ    สีประเภทแรกที่เรานั้นเจอะเจอกันตั้งแต่ถอยลูกรักออกมาจากศูนย์ใหม่ๆ ก็คือ สี OEM Paint หรือสีที่พ่นมาจากโรงงานครับ สี EOM นั้นมีอีกชื่อหนึ่งว่า สีอบ (Bake Paint) ก็ตามชื่อเลยครับ เพราะว่าสีชนิดนี้ต้องผ่านการอบด้วยอุณหภูมิสูงจากโรงงาน ความร้อนก็ราวๆ 120-170 องศาเซลเซียส โดยเมื่อสีแห้งตัวแล้วชั้นสีจะมีความทนทานสูง มีการยึดเกาะของสีที่ยอดเยี่ยม ให้ความเงางามที่ดี ไม่ซีดจางง่าย ทนแดดทนฝน ทนการกัดกร่อนของน้ำมันดีเซลและเบนซิล ทนความเย็นต่ำสุดได้ที่ -30 องศาเซลเซียส และทนความร้อนสูงสุดได้ที่ 90 องศาเซลเซียส ซึ่งรวมๆก็คือสีจากโรงงานคือสีที่ทนทานที่สุดครับ

 

ทีนี้เรามาดูสีอีกประเภทหนึ่งกันบ้าง ที่เรียกกันว่า สีซ่อม (Refinish Paint) เป็นสีที่ใช้ในการซ่อมแซมสีรถดั้งเดิม โดยหลักๆนั้นจะแยกย่อยได้อีก 2 คณะ เอ๊ย! 2 ประเภทนั้นก็คือ สี 1K และ สี 2 K เรามาดูกันดีกว่าครับว่าสองตัวนี้แตกต่างกันอย่างไร

 

สี 1K (สีแห้งเร็ว) คือ สีที่มีส่วนประกอบของตัวสีเพียงอย่างเดียว ในการใช้งานนั้นอาจจะใช้ผสมกับสารทำละลาย(Solvent) เพื่อใช้ในการเจือจางสี โดยสี 1K จะมีด้วยกันหลักๆคือ 3 ชนิดโดยไล่จากการพัฒนาการจาก สี 1K ซินเทติค (1K Synthetic) > สี 1K ไนโตรเซลลูโลส (1K Nitrocellulose) > สี 1K อะคริลิค (1K Acrylic) เมื่อก่อนนั้นสี 1K เป็นสีประเภทเดียวที่นิยมใช้กันเพราะมีต้นทุนที่ต่ำ แห้งเร็วซึ่งพ่นแล้วรอรับรถได้ไม่เกิน 1 วัน โดยในปัจจุบันนี้ตามอู่ทั่วไปมักไม่ได้นิยมใช้สี 1K กันแล้ว เพราะคุณสมบัติหลายๆเช่น ความเงางามนั้นอยู่ได้เพียง 1-3 ปี (ทั้งนี้ขึ้นกับการดูแล) ความทนทานน้อยไม่ทนต่อทินเนอร์ น้ำมันเบนซิน/ดีเซล น้ำมันเบรก และถ้าหากโดนทินเนอร์โดยตรงอาจจะทำให้สีนั้นหลุด ร่อนได้เลย

 

สีน้องใหม่ที่จะมาทดแทนรุ่นพี่อย่าง 1K คือ สี 2K นั่นเองครับ สี 2K (สีแห้งช้า) คือสีที่มีส่วนประกอบด้วยกัน 2 ส่วนประกอบคือ ตัวเนื้อสีที่มีส่วนผสมเรซิน (Resin) เพื่อจะทำปฏิกิริยากับส่วนประกอบที่ 2 คือและตัวเร่งปฏิกิริยาหรือ Hardener ซึ่งตัวเร่งนี้จะมีหน้าที่ทำปฏิกิริยาเรซินในเนื้อสี ทำให้สีนั้นมีความแห้งตัว มีคุณสมบัติที่ยึดเกาะสูง ทนน้ำมัน ทนเบนซินและดีเซล ทนต่อแดดจัดๆได้ดีคล้ายกับสีชนิด OEM รวมทั้งสีไม่ซีดจางง่าย ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่ 2K มี แต่ 1K ไม่มี    โดยสี 2K นั้นโดยรวมอาจจะยุ่งยากในการปฏิบัติงาน แถมต้องรอนานกว่าสี 1 K แต่ผลลัพธ์ที่ได้ออกมาดีนะครับ โดย 2K นั้นให้ความเงางามสูง อายุการใช้งานนั้นยืดยาวกว่า 5 ปี ดูแลและรักษาง่าย ในการพ่นสี 2K นั้นเมื่อตัวสีแห้งดีแล้วจะไม่มีความมันเงาต้องใช้การพ่นเคลียทับหน้า (Clear Coat) โดยสามารถใช้ได้ทั้งสี Metallic , Pearl และ Solid ครับ


  • 0
สอนเคลือบแก้ว

  • 0
สอนเคลือบแก้ว

Flag Counter